การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย ด้านร่างกาย / อารมณ์-จิตใจ / สังคม / สติปัญญา









สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และ บทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกัน เพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

        บทบาทของตนเอง (ในฐานะครู)

        1. สังเกตและบันทึกพัฒนาการ – ครูต้องเฝ้าสังเกตพฤติกรรม ทักษะ และพัฒนาการของเด็กในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พร้อมบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ
        2. ใช้เครื่องมือประเมินที่เหมาะสม – ครูต้องเลือกใช้แบบประเมินที่เหมาะสมกับช่วงวัย เช่น แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ หรือแบบทดสอบต่างๆ
        3. สื่อสารและให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครอง – ครูควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กแก่ผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้คำแนะนำในการส่งเสริมพัฒนาการที่บ้าน
        4. รับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ปกครอง – ครูควรรับฟังข้อมูลจากผู้ปกครองเกี่ยวกับพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กที่บ้าน เพื่อนำมาประกอบการประเมิน
        5. ร่วมมือกับผู้ปกครองในการวางแผนพัฒนาเด็ก – ครูควรทำงานร่วมกับผู้ปกครองในการออกแบบกิจกรรมหรือแนวทางที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสม

        บทบาทของผู้ปกครอง
      
        1. สังเกตพฤติกรรมของลูกที่บ้าน – ผู้ปกครองควรสังเกตพัฒนาการของเด็กในชีวิตประจำวัน เช่น การพูด การเล่น และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
        2. ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ครู – ผู้ปกครองควรแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมของเด็กที่บ้านให้ครูทราบ เพื่อช่วยในการประเมินอย่างแม่นยำ
        3. เข้าร่วมประชุมและกิจกรรมของโรงเรียน – ผู้ปกครองควรเข้าร่วมการประชุมผู้ปกครอง กิจกรรมอบรม หรือการให้คำปรึกษา เพื่อเข้าใจแนวทางการพัฒนาเด็ก
        4. สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กที่บ้าน – ผู้ปกครองควรจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการ เช่น การอ่านหนังสือให้ฟัง หรือให้เด็กเล่นกิจกรรมที่เหมาะสม
        5. เปิดใจรับคำแนะนำจากครู – ผู้ปกครองควรยอมรับฟังข้อเสนอแนะจากครูและนำไปปรับใช้ในการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสม

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินพัฒนาการด้านหนึ่งของเด็กปฐมวัยเพื่อ ศึกษาความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม หรือพัฒนาการด้านสติปัญญา (cognitive development)ของเด็กปฐมวัย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง กับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ 

ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          1) เป็นแนวทางการเสริมสร้างพัฒนาการและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามวัยและ
ศักยภาพของเด็กแต่ละคน
          2) สามารถนำผลมาพัฒนาและปรับปรุงพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยให้มีความ
ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
          3) เป็นการวัดความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ทั้งปัจจุบันและอนาคต
          4) สามารถทราบได้ว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความสามารถอย่างไร และจะช่วยให้ผู้สอนสามารถ
นำไปวางแผนและจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้ประสบผลสำเร็วหรืออาจนำไปแก้ไขพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่บกพร่องหรือล่าช้าได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
          5) สามารถช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่ปรากฏได้อย่างรวดเร็ว หากเลย
ช่วงวัยนี้แล้วการพัฒนาของเด็กอาจเป็นไปอย่างล่าช้า

ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          การอธิบายความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยว่าเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญา ดังที่มีการอธิบายว่า พฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษาในด้านความเข้าใจภาษาความสามารถด้านตัวเลข ความสามารถใน ด้านการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ความสามารถด้านความจำ ความสามารถในการสังเกต และความสามารถทางมิติสัมพันธ์

ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา สำหรับพฤติกรรม ด้านสติปัญญาซึ่งเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองของเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาสูงสุดซึ่งเรียกว่า ช่วงเวลาที่หน้าต่างแห่งโอกาสเปิด (windows of opportunity) คือระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว 

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

     1. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน เช่น แบบทดสอบพฤติกรรมการแก้ปัญหา แบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น แบบทดสอบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการในการสร้าง พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพก่อนการนำไปใช้
          2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการคิดของเด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวันโดยระบุพฤติกรรมการคิดที่ต้องการสังเกต ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็นการสะท้อนพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกและสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการแนะนำการออกแบบหลักสูตร การวางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการคิดได้ตรงตามสภาพจริง
          3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก การสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็ก
          4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ ตลอดรวมถึงผลการสังเกตภาพถ่าย ผลการสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงแล้ว และแหล่งข้อมูล่สำหรับการประเมินอื่นๆ

การประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

          ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ เด็กสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ภาษาที่ประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พัฒนาการทางภาษา เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ในการสื่อสารและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ทำนายความสามารถทางสติปัญญาในอนาคตของเด็กได้ ภาษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การรับรู้หรือเข้าใจภาษา (receptive language) หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจภาษาที่ผู้อื่น สื่อสารด้วย และการสื่อสารภาษา (expressive language) หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กับผู้อื่น

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

        1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น 
        2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ 
      3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื้องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย
        4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง

 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

       การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเด็กวัยนี้เป็นวัยสำคัญของการพัฒนาสมองด้านการคิด ดังคำอธิบายว่าสมองของเด็กวัยอนุบาลมีการเพิ่มขนาดและจำนวนของแขนงประสาทเดนไดรต์ (dendrites) ในเนื้อสมองที่อยู่ ณ ผิวสมองหรือคอร์เทกซ์ (cortex) และการที่ระบบประสานข้อมูลเริ่มพัฒนาขึ้น กล่าวคือ มีการสร้างไมอิลิน (myelination) ในเนื้อสมองส่วนใต้เปลือกสมอง (subcortex) และโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า คอร์ปัสแคลโลซัม (corpus callosun) ทำให้มีการทำงานที่ประสานกันมากขึ้น ดีขึ้น ในระบบ รับความรู้สึก (sensory) กับระบบควบคุมการเคลื่อนไหว (motor) ทำให้สมองพร้อมรับการสำรวจ ทำความรู้จักโลกสมองจดจำและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ต่างๆ จากอายตนะ และสร้างความสัมพันธ์กับระบบภาษา สมอง พัฒนาความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับแบบรูป (pattern) ง่ายๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากวัยก่อนอนุบาล และเป็น พื้นฐานของการพัฒนาความคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนต่อไป

การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการจัดกิจกรรม

        1. กิจกรรมคณิตศาสตร์ การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิด มีดังนี้
              1.1 ส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจ ให้เหตุผล และคิดแก้ปัญหามากกว่าการเรียน โดยการจำกฎเกณฑ์ต่างๆ
ทางคณิตศาสตร์ เด็กจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ โดยการคิดด้วยตนเองและค้นหาคำตอบ ซึ่งมีความหมายสำหรับตัวเอง
              1.2 ครูต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระตุ้นความคิดของเด็ก โดยการถามคำถาม ให้เวลาแก่เด็ก
ในการคิดทดสอบความคิดของตน
              1.3 การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่สามารถจัดให้แก่เด็ก 
        2. กิจกรรมวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยเนื่องจากเป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้สืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการถามคำถามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างง่าย การลงมือค้นหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การสังเกต การสอบถาม การทดลอง การจำแนกสิ่งต่างๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองหรือเกณฑ์ที่ครูกำหนดขึ้น 

3. กิจกรรมศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

         3.1 กิจกรรมศิลปะ 
               3.2 กิจกรรมดนตรี
               3.3 กิจกรรมการเคลื่อนไหว 
4. กิจกรรมทัศนศึกษากิจกรรมทัศนศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่มีความหมายต่อตนเอง และได้เห็นแง่มุมต่างๆของชีวิต การจัดกิจกรรมทัศนศึกษา ครูควรดำเนินการดังนี้
             4.1 มีการวางแผนและเตรียมการให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการไปทัศนศึกษา
             4.2 ส่งจดหมายและแบบฟอร์มตอบรับขออนุญาตผู้ปกครองพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า
             4.3 ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่จะพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล
             4.4 อภิปรายพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษาหรืออาจให้เด็กวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการรู้จากการไปเยี่ยมชมสถานที่
             4.5 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น สมุดจดบันทึกและวาดรูป อาหารสำหรับนำไปเลี้ยงสัตว์ และกล้องถ่ายรูป
             4.6 เตรียมคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และร่วมสนทนา อภิปรายและ
แสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่เด็กสนใจ
             4.7 ระหว่างการไปทัศนศึกษา ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้หยุดพัก เพื่อสังเกต วาดรูป สอบถาม หรือ
บันทึกข้อมูลในสิ่งที่เด็กสนใจ
 

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินพัฒนาการด้านหนึ่งของเด็กปฐมวัยเพื่อ ศึกษาความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม หรือพัฒนาการด้านสติปัญญา (cognitive development)ของเด็กปฐมวัย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง กับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ 

ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          1) เป็นแนวทางการเสริมสร้างพัฒนาการและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามวัยและ

ศักยภาพของเด็กแต่ละคน

          2) สามารถนำผลมาพัฒนาและปรับปรุงพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยให้มีความ

ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

         3)เป็นการวัดความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ทั้งปัจจุบันและอนาคต

          4) สามารถทราบได้ว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความสามารถอย่างไร และจะช่วยให้ผู้สอนสามารถ

นำไปวางแผนและจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้ประสบผลสำเร็วหรืออาจนำไปแก้ไขพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่บกพร่องหรือล่าช้าได้ตั้งแต่แรกเริ่ม

         5)สามารถช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่ปรากฏได้อย่างรวดเร็ว หากเลย
ช่วงวัยนี้แล้วการพัฒนาของเด็กอาจเป็นไปอย่างล่าช้า

ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          การอธิบายความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยว่าเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญา ดังที่มีการอธิบายว่า พฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษาในด้านความเข้าใจภาษาความสามารถด้านตัวเลข ความสามารถใน ด้านการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ความสามารถด้านความจำ ความสามารถในการสังเกต และความสามารถทางมิติสัมพันธ์

ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา สำหรับพฤติกรรม ด้านสติปัญญาซึ่งเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองของเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาสูงสุดซึ่งเรียกว่า ช่วงเวลาที่หน้าต่างแห่งโอกาสเปิด (windows of opportunity) คือระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว 

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

     1. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน เช่น แบบทดสอบพฤติกรรมการแก้ปัญหา แบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น แบบทดสอบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการในการสร้าง พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพก่อนการนำไปใช้
          2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการคิดของเด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวันโดยระบุพฤติกรรมการคิดที่ต้องการสังเกต ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็นการสะท้อนพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกและสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการแนะนำการออกแบบหลักสูตร การวางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการคิดได้ตรงตามสภาพจริง
          3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก การสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็ก
          4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ ตลอดรวมถึงผลการสังเกตภาพถ่าย ผลการสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงแล้ว และแหล่งข้อมูล่สำหรับการประเมินอื่นๆ

การประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

          ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ เด็กสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ภาษาที่ประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พัฒนาการทางภาษา เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ในการสื่อสารและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ทำนายความสามารถทางสติปัญญาในอนาคตของเด็กได้ ภาษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การรับรู้หรือเข้าใจภาษา (receptive language) หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจภาษาที่ผู้อื่น สื่อสารด้วย และการสื่อสารภาษา (expressive language) หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กับผู้อื่น

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

        1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น 

        2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ 

      3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื้องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย

        4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง

 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

       การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเด็กวัยนี้เป็นวัยสำคัญของการพัฒนาสมองด้านการคิด ดังคำอธิบายว่าสมองของเด็กวัยอนุบาลมีการเพิ่มขนาดและจำนวนของแขนงประสาทเดนไดรต์ (dendrites) ในเนื้อสมองที่อยู่ ณ ผิวสมองหรือคอร์เทกซ์ (cortex) และการที่ระบบประสานข้อมูลเริ่มพัฒนาขึ้น กล่าวคือ มีการสร้างไมอิลิน (myelination) ในเนื้อสมองส่วนใต้เปลือกสมอง (subcortex) และโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า คอร์ปัสแคลโลซัม (corpus callosun) ทำให้มีการทำงานที่ประสานกันมากขึ้น ดีขึ้น ในระบบ รับความรู้สึก (sensory) กับระบบควบคุมการเคลื่อนไหว (motor) ทำให้สมองพร้อมรับการสำรวจ ทำความรู้จักโลกสมองจดจำและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ต่างๆ จากอายตนะ และสร้างความสัมพันธ์กับระบบภาษา สมอง พัฒนาความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับแบบรูป (pattern) ง่ายๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากวัยก่อนอนุบาล และเป็น พื้นฐานของการพัฒนาความคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนต่อไป

การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการจัดกิจกรรม

        1. กิจกรรมคณิตศาสตร์ การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิด มีดังนี้
              1.1 ส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจ ให้เหตุผล และคิดแก้ปัญหามากกว่าการเรียน โดยการจำกฎเกณฑ์ต่างๆ
ทางคณิตศาสตร์ เด็กจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ โดยการคิดด้วยตนเองและค้นหาคำตอบ ซึ่งมีความหมายสำหรับตัวเอง
              1.2 ครูต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระตุ้นความคิดของเด็ก โดยการถามคำถาม ให้เวลาแก่เด็ก
ในการคิดทดสอบความคิดของตน
              1.3 การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่สามารถจัดให้แก่เด็ก 

        2. กิจกรรมวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยเนื่องจากเป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้สืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการถามคำถามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างง่าย การลงมือค้นหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การสังเกต การสอบถาม การทดลอง การจำแนกสิ่งต่างๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองหรือเกณฑ์ที่ครูกำหนดขึ้น 

3. กิจกรรมศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

         3.1 กิจกรรมศิลปะ 

               3.2 กิจกรรมดนตรี

               3.3 กิจกรรมการเคลื่อนไหว 

4. กิจกรรมทัศนศึกษากิจกรรมทัศนศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่มีความหมายต่อตนเอง และได้เห็นแง่มุมต่างๆของชีวิต การจัดกิจกรรมทัศนศึกษา ครูควรดำเนินการดังนี้

             4.1 มีการวางแผนและเตรียมการให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการไปทัศนศึกษา

             4.2 ส่งจดหมายและแบบฟอร์มตอบรับขออนุญาตผู้ปกครองพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า

             4.3 ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่จะพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล

             4.4 อภิปรายพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษาหรืออาจให้เด็กวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการรู้จากการไปเยี่ยมชมสถานที่

             4.5 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น สมุดจดบันทึกและวาดรูป อาหารสำหรับนำไปเลี้ยงสัตว์ และกล้องถ่ายรูป

             4.6 เตรียมคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และร่วมสนทนา อภิปรายและ

แสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่เด็กสนใจ

             4.7 ระหว่างการไปทัศนศึกษา ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้หยุดพัก เพื่อสังเกต วาดรูป สอบถาม หรือ

บันทึกข้อมูลในสิ่งที่เด็กสนใจ

 

 

***ค้นคว้าเพิ่มเติม***

 



พัฒนาการเด็ก อายุ 1-6 ปี ด้านสติปัญญา

กู๊ด ได้ให้ความหมายของสติปัญญาว่า หมายถึง ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถทางสมองในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถทางสมองในการรวบรวมประสบการณ์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งความสามารถทางสมองนี้สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางสติปัญญา

เฮอร์ลอค ได้ให้ความหมายของพัฒนาการไว้ว่า หมายถึง การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่มีลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง เน้นขบวนการการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ผสมผสานกัน

เพียเจท์ เชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญานั้นหมายถึง ความสามารถที่จะคิดค้นสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างมีเหตุผล

สุมนา พานิช กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญา หมายถึง ความสามารถในการจำ การรู้จักคิด การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา การที่เด็กจะมีความสามารถดังกล่าวได้ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาไปตามขั้นตอน เริ่มจากการรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือการจับต้อง การเห็น  การได้ยิน การรู้รส และการได้กลิ่น การกระตุ้นเข้าประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา

จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า พัฒนาการทางสติปัญญานั้นเป็นความหมายในการสะสมประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมโดยผ่านการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านต่างๆ สำหรับเด็กปฐมวัยพัฒนาการทางสติปัญญาจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและบุคคลรวมถึงประสบการณ์ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการคิด

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

1.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี

รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ ชอบฟังคำซ้ำๆ เสียงสูงๆต่ำๆ รู้ว่าคำต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้นๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ กล่าวคือพูดเกี่ยวกับการกระทำอยู่ เข้าใจคำพูดง่ายๆ พูดเป็นคำได้มากขึ้น ทักทายโดยใช้เสียงท่าทาง สนใจสำรวจสิ่งรอบตัว หัดขีดเขียนเส้นยุ่งๆได้ มีความสนใจกับของบางอย่างนาน 2-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ชอบฟังบทกลอน นิทาน เริ่มประโยคคำถาม อยากรู้อยากเห็น ขีดเขียนเส้นตรงเป็นแนวดิ่งได้ วางของซ้อนกันลงได้ 4-6 ชิ้น

2.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจค้นคว้าสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่างๆโดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น มีช่วงความสนใจกับบางอย่างได้นาน3-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ฟังบทกลอน นิทาน คำคล้องจอง รู้จักซักถามสิ่งที่สงสัยโดยใช้ประโยคคำถาม ว่า “อะไร”

3.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่างๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่างๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

4.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี

ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่างๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

5.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่ พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก

        การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่เพิ่มขึ้นอันมีผลมาจากการจัดกิจกรรมให้กับเด็กได้ลงมือกระทำและเกิดการเรียนรู้ เด็กจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆเข้ามารวบรวมและจัดเก็บพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัยนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากวุฒิภาวะของเด็ก ถ้าเด็กได้รับประสบการณ์อย่างกว้างกว่าเดิม จากการที่ได้อ่าน การฟัง การท่องเที่ยว การสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

การฝึกภาษา การเรียนรู้ทางภาษาเกิดจากการที่เด็กได้ฟังและมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อื่น โดยมีสิ่งเร้า เช่น ดูภาพ ฟังเพลง และดูภาพจากหนังสือนิทาน ประสบการณ์ทางภาษาโดยพูดคุยกับลูกตั้งแต่ลูกยังพูดไม่ได้ คิดว่าเป็นสิ่งเหลวไหล แต่ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งเพราะเมื่อเด็กได้ฟังเพลง ฟังนิทาน ฟังการพูดคุยกับพ่อแม่ เด็กจะมีความสนใจและรู้จักการรับฟัง การตอบคำถามของเด็ก เด็กจะมีพัฒนาการด้านภาษาที่ดี ผู้ใหญ่สามารถสอนสิ่งต่างๆให้เด็กเข้าใจการกระทำต่างๆตามเหตุผล เป็นการวางพื้นฐานของการใช้ภาษาและความคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กในด้านอื่นๆอย่างยิ่ง

ภาวะแวดล้อมและมีการปฏิสัมพันธ์ พ่อแม่และครูเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญแก่เด็ก ฉะนั้นพ่อแม่และครูจึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี หากครอบครัวที่มีสิ่งต่อไปนี้คือ

1.ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันอบอุ่นรักใคร่และพูดคุยกัน

2.พ่อแม่และลูกมีความสามัคคีปรองดองกัน เอื้ออาทรต่อกัน

3.พ่อแม่ยอมรับสภาพและความสามารถของลูกตลอดจนพ่อแม่มีสุขภาพกายและจิตที่ดี

4.พ่อแม่แสดงความรักความเข้าใจต่อลูก ซึ่งจะแสดงได้ทั้งกิริยา แววตา และคำพูด การโอบกอดสัมผัส ซึ่งทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการดำเนินไปด้วยดี

การเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ตลอดจนครูควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้

1.อาหาร นอกจากจะมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายแล้ว อาหารยังมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ถ้าเด็กขาดอาหารสมองจะไม่พัฒนา เด็กอายุ 2 ปี สมองจะโตเป็น 75%และเป็น 80 % และ 90% เมื่ออายุ 4 ปี และเมื่ออายุ 6 ปี ตามลำดับในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าเด็กได้รับสารอาหารไม่เหมาะสมหรือได้รับสารพิษ เช่น ตะกั่ว การเติบโตของสมองจะถูกกระทบกระเทือน เช่น ตัวเซลล์ไม่แบ่งตัว ไม่แตกแขนงและสร้างจุดเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์

2.การเล่น การเล่นนอกจากจะส่งเสริมการพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ดังที่กล่าวมาแล้ว การเล่นและการทำกิจกรรมต่างๆ ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาอีกด้วย การเล่นการทำกิจกรรมต่างๆ ช่วยให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยไม่มีใครสั่งสอนได้ เด็กได้เรียนรู้จากการสัมผัสสิ่งที่ตนเล่น ได้ทดลองผิดถูกครั้งแล้วครั้งเล่า จนสรุปได้ว่าเป็นพื้นฐานให้เกิดสติปัญญา

3.การฟังและการพูด การฟังเป็นกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ในช่วง 1-3 ขวบ แม้ว่าเด็กจะยังพูดไม่คล่องก็ตามแต่เด็กก็สามารถฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้ใหญ่พูดให้ฟัง แม้ว่าจะเข้าใจไม่หมด แต่นั่นเป็นการฝึกให้เด็กคิดตามในเรื่องที่ผู้ใหญ่พูด พ่อแม่ผู้ปกครองตลอดจนครูผู้ดูแลเด็ก จึงควรฝึกให้เด็กปฐมวัยนั่งนิ่ง และเงียบเป็นบางครั้งในแต่ละวัน และเริ่มด้วยการให้เด็กฟังเราพูดสักหนึ่งหรือสองนาทีในต่อครั้งที่พูด สังเกตว่าสายตาของเด็กอยู่ที่เรา แล้วถามเกี่ยวกับสิ่งที่พูดไปแล้ว เมื่อเด็กตอบ เราต้องชมเชย ให้กำลังใจและกอดเด็ก เพื่อแสดงความดีใจที่เด็กตอบคำถามได้เป็นการให้กำลังใจในความพยายามในครั้งต่อๆไป ในการฝึกฟังและพูด เป็นการช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญาของเด็กได้เป็นอย่างดีวิธีหนึ่ง

 

อ้างอิง

พัชรา พุ่มพชาติ.  (ม.ป.ป).  การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย.
          คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม.

สมคิด พรมจุ้ย.  (ม.ป.ป).  เครื่องมือวัดและประเมินพฤติกรรมเด็กปฐมวัย.  คณะศึกษาศาสตร์

          มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

กระทรวงศึกษาธิการ.  (2560).  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐.  สำนักวิชาการและมาตรฐาน   การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.

พัฒนาการเด็กอายุ 1-6 ปี ด้านสติปัญญา. https://www.brainkiddy.com/article/46/2

 

 

 

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
       เมื่อเด็กเติบโตขึ้น มีความสามารถต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ความสนใจที่มีเฉพาะต่อตนเองเริ่มขยายออกไปสู่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และคนอื่นๆที่อยู่แวดล้อม การเรียนรู้ทางสังคมจึง เกิดขึ้น โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิด รวมทั้งการรับรู้ค่านิยม แนวปฏิบัติทางสังคม การเรียนรู้ทางสังคมนำมาสู่ การแสดงออก เป็นพฤติกรรมทางสังคมที่มีผลต่อการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการ อยู่ร่วมกันในสังคมของเด็ก การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกาอบรม เลี้ยงดูเด็ก เข้าใจถึงสภาวะของพัฒนาการทางสังคมของเด็กในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปสู่การตัดสินใจ สร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กให้เหมาะสมต่อไป 

ความหมายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่นและทักษะ การปรับตัวอยู่ในสังคมปรากฏในแต่ละช่วงอายุเพื่อนำผลที่ได้มาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมต่อไป

ความสำคัญของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมล้านยังคมของเด็กปฐมวัย

        1. ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย เวิรธ์แรม (Wortham,1994: 131) ให้ความเห็นที่แสดงถึงความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย ดังนี้

            1) ทำให้รู้ว่าเด็กมีพัฒนาการทางสังคมเป็นอย่างไร

            2) ทำให้รู้ว่าเด็กมีวิธีการเรียนรู้ทักษะทางสังคมอย่างไร

            3) ทำให้รู้ถึงความต้องการของเด็กที่จะเรียนรู้ทักษะทางสังคมเพื่อนำไปสู่การตอบสนองที่เหมาะสม

            4) ทำให้รู้ถึงวิธีการจัดการทางสังคมของเด็ก

            5) ทำให้ตระหนักว่าพฤติกรรมทางสังคมที่เด็กแสดงออกที่ต่างออกไปย่อมมีที่มาผู้ใหญ่จึงต้องทำ -ความเข้าใจและตอบสนองให้เหมาะสม

         2. ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านสังคม การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็ก -ปฐมวัยด้านสังคม มีความสำคัญดังนี้

             1. การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านสังคมในระยะเวลาของวัยที่เหมาะสม

             2. การสร้างเสริมพฤติกรรมสังคมทางบวกให้กับเด็กปฐมวัย

             3. การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยค้านสังคม

แนวการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

      การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินเพื่อให้ทราบถึงสภาวะทางสังคมของเด็ก ว่าเป็นไปตามคุณลักษณะตามวัยหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาจัดประสบการณ์ให้เด็กได้พัฒนาไปตามวัย และการเตรียมพื้นฐานทักษะทางสังคมให้พร้อมที่จะเข้าสู่การเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

      การประเมินพฤติกรรมด้านสังคม เป็นการประเมินที่ครอบคลุมตามขอบข่ายพฤติกรรมทางสังคม โดยมี -วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ประเมินที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริง ข้อมูลที่ได้จะนำมาประกอบการตัดสินใจในการสร้างเสริมด้านสังคมของเด็กต่อไป 

 

การประเมินพฤติกรรมความเป็นมิตร

        เด็กที่รู้จักตนเอง ยอมรับ และเข้าใจตนเองทั้งทางอารมณ์-จิตใจ ลักษณะความเป็นอยู่ รับรู้ถึงความสามารถ ของตน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เลี้ยงดู มีความสุขในสภาพแวดล้อม จะทำให้เด็กรู้สึกพอใจในตนเองและเชื่อมโยง ความรู้สึกดังกล่าวไปยังผู้อื่น ทำให้รู้จักเข้าใจและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักที่จะเข้าถึงผู้อื่นในเชิงบวก ทำให้เกิด สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน ลักษณะดังกล่าวคือความเป็นมิตร ในที่นี้จะเสนอประเด็นเกี่ยวกับการประเมินพฤติกรรม

            แมคอาฟี และลีออง (McAfee and Leong, 2011: 230) ระบุว่าความเป็นมิตรแสดงถึงลักษณะ -การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่สังเกตได้จากการเล่นของเด็กกับกลุ่มเพื่อนที่แสดงออกดังนี้

            1. มีการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจกัน

            2. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันด้วยการใช้คำถาม

            3. มีการตั้งจุดมุ่งหมายที่มั่นคงในการสร้างความสัมพันธ์

            4. มีการเจรจาอย่างประนีประนอมเมื่อมีความขัดแย้งกัน

            5. แสดงถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นไปในทางบวก

            6. แสดงการแบ่งปันความรู้สึกภายในของตน และห่วงใยความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

***ค้นคว้าเพิ่มเติม***

พัฒนาการเด็ก ด้านสังคม

เฮอร์ลอค ได้ให้ความหมายของพัฒนาการทางด้านสังคมว่า หมายถึง การพัฒนาความสามารถในการแสดงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับแบบแผนที่สังคมยอมรับเพื่อเข้ากับสังคมได้ และการที่เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ดีเพียงใด

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ให้ความหมายของการพัฒนาการทางสังคมว่า หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ พฤติกรรมเหล่านี้รวมทั้งส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากค่านิยมและเจตคติ ส่วนที่เป็นลักษณะและส่วนที่สัมพันธ์ร่วมกับบุคคลอื่น

สรุปได้ว่าพัฒนาการทางด้านสังคม หมายถึง ความสามารถในการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ให้สอดคล้องกับแบบแผนที่สังคมนั้นยอมรับและปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมกับบทบาททางสังคม

ลักษณะพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

1.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี

ด้านสังคม เด็กจะเริ่มหันหน้าเมื่อมีคนเรียกชื่อ ยิ้มให้คนอื่น เลียนแบบกิริยา ท่าทางของคน แสดงออกถึงการรับรู้ อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ติดแม่ เข้าใจท่าทางและสีหน้าของคนอื่น กลัวคนแปลกหน้า บอกความต้องการได้ แยกตัวเองและเงาในกระจกได้ เข้าใจท่าทางและสีหน้า สนใจการกระทำของผู้อื่น ชอบเล่นคนเดียว หวงของ ชอบมีส่วนร่วม บอกสิ่งที่ต้องการด้วยคำพูดง่ายๆ รู้จักขอ

2.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 2 ปี

ด้านสังคมเล่นร่วมกับผู้อื่น แต่ยังคงต่างคนต่างเล่นอยู่ เริ่มที่จะเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่นให้ความสนใจตนเองหรือยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมแบ่งปันสิ่งของหรือของเล่นให้กับเด็กวัยเดียวกัน ช่วยเหลือตัวเองในเรื่องการเข้าห้องน้ำและแต่งตัวเองได้

3.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3 ปี

ด้านสังคม การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังไม่แน่นอนแล้วแต่อารมณ์ของเด็ก เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นคนเดียว หรือเล่นสมมุติมากกว่าจะเล่นกับคนอื่น ชอบเล่นแบบคู่ขนาน คือ เล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น ขณะที่เล่นชอบออกคำสั่ง ทำหรือพูดเหมือนกับสิ่งนั้นมีชีวิต รู้จักการรอคอย เริ่มปฏิบัติตามกฎ กติกาง่ายๆ รู้จักทำงานที่ได้รับมอบหมาย เริ่มรู้ว่าสิ่งใดเป็นของคนอื่น

4.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 4 ปี

ด้านสังคม เริ่มเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ แต่มักจะเป็นเพศเดียวกันกับตนมากกว่า มักโกรธกันแต่ไม่นานเด็กก็จะกลับมาเล่นกันอีก รู้จักการให้อภัย การขอโทษ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักเก็บของเล่น มีมารยาทในการอยู่ร่วมกัน

5.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสังคม เล่นกับเพื่อนโดยไม่เลือกเพศและสามารถฝึกกติกาง่ายๆในการเล่นได้ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ เล่นหรือทำงานโดยมีจุดหมายเดียวกัน รู้จักไหว้ทำความเคารพเมื่อพบผู้ใหญ่

สรุปพัฒนาการทางสังคมคือพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับเด็กเช่นการเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักการแบ่งปัน การรอคอย และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคมที่เด็กได้อยู่อาศัย

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

      พัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยในช่วงเริ่มต้นวัยเด็กยังมีความสัมพันธ์เฉพาะกับคนในครอบครัว และยังยึดติดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อเข้าสู่วัย 3-4 ขวบ เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยพ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้

1.การเล่น
การทำกิจกรรมต่างๆช่วยพัฒนาการทางด้านสังคม เพราะการเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ช่วยให้มีโอกาสฝึกวิธีเข้าสังคมเรียนรู้การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นถ้าพ่อแม่ได้สังเกตขณะที่เด็กกำลังเล่นหรือทำกิจกรรม พ่อแม่จะสังเกตเห็นว่าเด็กจะเรียนรู้การรอคอย การเล่นเรียนรู้วิธีเล่นกับผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปันของเล่นให้เพื่อนในกลุ่มที่เล่นอยู่ด้วยกัน การแลกเปลี่ยนของเล่น ผลัดเปลี่ยนกันเล่นบ้าง บางครั้งก็เป็นผู้นำในการเล่นเครื่องเล่นหรือของเล่นต่างๆ บางครั้งก็เป็นผู้ตามที่ดี อีกทั้งยังรู้จักรักษากติกาการเล่น รู้จักแพ้ชนะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมให้เด็กวัยนี้รู้จักปรับตัวในสังคมได้ดีเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

2.การพาเด็กไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ
ทำให้เด็กได้รู้จักสังคมนอกบ้าน ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ ขณะที่เดินดูตามกรงสัตว์ เด็กจะเห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน การแบ่งปันอาหารกัน ขณะเดียวกันพ่อแม่ได้พูดคุยสอนเด็กถึงการอยู่ร่วมกันของสัตว์ การพึ่งพาอาศัยกัน การแบ่งปัน การเสียสละ ซึ่งเด็กจะได้เห็นด้วยตนเองเป็นการศึกษาจากของจริงเด็กจะค่อยๆเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การอาศัยซึ่งกันและกัน การแบ่งปัน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็ก

3.การพาเด็กไปพบญาติพี่น้อง
ลูกๆหลานๆ ในวัยเดียวกันหรือพ่อแม่พาไปบ้านเพื่อน ของพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน ให้เด็กๆได้อยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการเข้าสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในวัยต่อมา

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม สำหรับเด็กปฐมวัยเริ่มจากครอบครัวให้เด็กได้เล่น หรือ ทำกิจกรรมต่างๆกับผู้อื่น พาเด็กไปเที่ยวให้เด็กรู้จักสังคมนอกบ้าน พาเด็กไปพบญาติพี่น้อง ให้เด็กได้อยู่ร่วมกับเพื่อน เพื่อให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข

 

อ้างอิง

พัฒนาการเด็กด้านสังคม. https://www.brainkiddy.com/article/50/

 

 

 

 

 

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ

ความหมายและความสำคัญของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรม ด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย 

นักวิชาการทางการศึกษาปฐมวัยหลายท่าน ได้ให้ความหมายของการประเมินเด็กปฐมวัยไว้ในลักษณะคล้ายคลึงกัน ดังนี้ 
การประเมิน หมายถึง กระบวนการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เพื่อนำมาสู่การ ตัดสินใจในการช่วยเหลือหรือสร้างเสริมสนับสนุนเด็กต่อไป (Mindes, 2003: 329) 
การประเมิน หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่แสดงถึงสภาวะของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสุขภาพ ความสามารถ พฤติกรรม ความรู้ ความต้องการ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (Morrison, 2006: 156) 
การประเมิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เป็น ข้อมูลพร้อมหลักฐาน แล้วนำมาสังเคราะห์และบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของ ผู้เรียน (McAfee and Leong, 2007: 2)



ความหมายของพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ

ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัยว่า เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกที่ชี้บ่งถึงความรู้สึกและความต้องการภายในด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็ก เพื่อตัดสินใจในการเข้าไปช่วยเหลือ สร้างเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อไป



ความหมายและความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

คำว่า "สร้าง" มีความหมายว่าทำให้มี ให้เป็น ให้เกิดขึ้น อาจประสมกับคำว่าเสริมเป็นสร้างเสริม ซึ่งหมายความว่า สร้างเพื่อเพิ่มเติม (กาญจนา นาคสกุล 2556: 105) 
ส่วนการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย ตามความเข้าใจโดยทั่วไป หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมทางอารมณ์-จิตใจ ที่เหมาะสม อันจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่มีพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ



ความสำคัญของการประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย 

    การประเมินพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ หมายถึง การเก็บรวมรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงออกที่ชี้บ่งถึงความรู้สึก ความต้องการภายในที่เด็กสื่อสารออกมา ทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็ก เพื่อผู้อบรมเลี้ยงดูจะนำข้อมูลไปสู่การตัดสินใจสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อไป ส่วนการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ เป็นการนำข้อมูลจากการประเมินมาสู่การจัดให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม และสนับสนุนพฤติกรรมที่เหมาะสมอยู่แล้วให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น 



ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย        เด็กที่มีพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ สังคม จะเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี ผ่อนคลายไม่เครียด มีจิตใจที่สงบและเป็นสุขโดยร่างกายจะผลิตสารเคมีในสมองที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เด็กควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ช่วยลดความเครียด พัฒนาให้เด็กได้รับรู้ความรู้สึกของตนเองและรับรู้การแสดงอารมณ์ของผู้อื่นได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการของผู้อื่น มีความเมตตาพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดความชัดแย้งสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้ความรุนแรง (พัชรี ผลโยธิน 2549: 11-6) ในเรื่องนี้จะขอเสนอขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์ จิตใจของเด็กปฐมวัยใน 2 ส่วน คือ ขอบข่ายตามทัศนะของนักวิชาการ และชอบข่ายตามจุดหมายการพัฒนาเด็กของหน่วยงาน



ขอบข่ายของพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัยตามทัศนะของนักวิชาการ

    ขอบข่ายของพฤติกรรมด้านอารมณ์ จิตใจของเด็กปฐมวัย ที่ควรนำมาสู่การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมคือ พฤติกรรมด้านการรู้จักตนเอง ซึ่งเป็นการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์ที่สามารถควบคุมอารมณ์และแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสม และด้านจิตใจที่เกี่ยวกับพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมที่ทำให้เด็กสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมี ความสุข



ขอบข่ายของพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัยตามจุดหมายการพัฒนาเด็กของหน่วยงาน

    การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์ จิตใจของเด็กปฐมวัย มีชอบข่ายดังนี้

    1) การรับ รู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น

    2) การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์

    3) คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย

 

ขอบข่ายการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ที่เหมาะสม

1. การตระหนักรู้แห่งตน เป็นการที่บุคคลรู้จักและเข้าใจตนเอง เข้าใจถึงความสามารถและจุดอ่อนของตนตามความเป็นจริง เข้าใจถึงความรู้สึกของตนที่มีผลต่อการคิด การตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ 

2. การจัดการคนเอง เป็นการที่บุคคลรู้จักจัดการกับอารมณ์ของตนด้วยการควบคุมอารมณ์ การแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ การรู้วิธีแก้ปัญหาทางอารมณ์ และการจัดการความรู้สึกที่เป็นปัญหาให้ดีขึ้นเป็นไปในทาง บวก 

3. การตระหนักรู้ทางสังคม เป็นการรู้จักเอาใจใส่ต่อความรู้สึกของผู้อื่น การ์ยินดีเข้าไปช่วยผู้อื่นในสถานการณ์ที่ต้องการการช่วยเหลือ มีประสาทรับรู้ที่ไวต่อการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเป็นธรรมชาติ 

4. การจัดการความสัมพันธ์เป็นทักษะพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม การรู้จักชื่นชม การเข้าใจเชื่อมั่นผู้อื่น และการรู้จักมองส่วนที่ดีของคนอื่น ซึ่งทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข



การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

ลักษณะทางอารมณ์และการรับรู้อารมณ์ของตนเอง 

ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กปรมวัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กทุกคน และเกิดจากการได้รับการตอบสนองในสภาพแวดล้อม ซึ่งอารมณ์ที่เกิดขึ้นมีดังนี้ 

1. อารมณ์รัก/ดีใจ

2. อารมณ์โกรธ

3. อารมณ์กลัว

4. อารมณ์วิตกกังวล

5. อารมณ์อิจฉาริษยา

6. อารมณ์อยากรู้อยากเห็น/สงสัย

7. อารมณ์เบิกบาน/พึ่งพอใจ

การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น          เลวิส และมีเคลสัน (Lewis and Michaison, 1983 อ้างถึงใน จิตตินันท์ เดชะคุปต์ 2555: 5-39) อธิบายว่าเด็กปฐมวัยมีการรับรู้ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น โดยสามารถรับรู้ความรู้สึกของตนเองทางบวกก่อนทางลบ และ รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามอายุ ดังต่อไปนี้

การรับรู้และแยกแยะอารมณ์ของเด็กจำแนกตามวัย

    จะเห็นได้ว่า ความสามารถตามวัยของเด็กที่เริ่มรับรู้อารมณ์พื้นฐานได้ในระยะ 2-3 ปีแรก และพัฒนามาตามลำดับสู่การเข้าใจรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นจนอายุ 6 ปี จะสามารถผสมผสานความรู้สึกของตนร่วมกับความรู้สึกของผู้อื่นได้ ซึ่งหมายถึง การที่เด็กสามารถเข้าใจถึงผลจากการกระทำที่มีต่อความรู้สึกของผู้อื่น ทั้งนี้หากได้รับการอบรม การ ฝึกฝน เด็กจะพัฒนาไปสู่การค่อยๆ ลดตนเองเป็นศูนย์กลางลง และรับรู้ เข้าใจถึงความคิด ความรู้สึกของผู้อื่น และการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นต่อไป



การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์

    เด็กปฐมวัยจะเริ่มพัฒนาความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ เมื่อเด็กสามารถรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น และเข้าใจว่าการแสดงพฤติกรรมของตนและเหตุการณ์ต่างๆ จะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น การเลือกแสดงพฤติกรรมอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เด็กเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น อันจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็กต่อไป สำหรับการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ในที่นี้เกี่ยวข้องกับประเด็ดดังนี้ 1) ลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ 2) ขอบข่ายการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ที่เหมาะสม 3 เครื่องมือการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ และ 4) ปัญหาการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์

การแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ (Jalongo and isenberg, 2008: 358) ซึ่งมีลักษณะดังนี้ 

1. การแสดงออกเมื่อรู้สึกโกรธหรือวุ่นวายใจอย่างเหมาะสม 

2. การแสดงความสนใจต่อผู้อื่นนอกเหนือจากตัวเอง 

3. เจรจาหรือปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างประนีประนอม 

4. แสดงออกเมื่อรู้สึกยินดีกับผู้อื่น 

5. มีการสื่อสารทางอารมณ์อย่างเหมาะสม 

ดังนั้น จากพื้นฐานที่เด็กสามารถรับรู้อารมณ์ตนเองและผู้อื่นนำมาสู่การรู้จักแสดงออกและควบคุมอารมณ์ เพราะเด็กเข้าใจตนเองและผู้อื่น การแสดงออกอย่างเหมาะสมจะทำให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคม



การประเมินพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย

การประเมินพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัยครอบคลุมในประเด็นต่อไปนี้คือ 1) ลักษณะพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมข่องเด็กปฐมวัย 2) ชอบข่ายของพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย 3) เครื่องมือประเมินพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย และ 4) ปัญหาการประเมินพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ลักษณะพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย 

คุณลักษณะที่สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ คือ 

1. ด้านกาย คือการดูแลตนเองและมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุโดยไม่เบียดเบียนตนและ สิ่งแวดล้อมรอบตัว 

2. ด้านสังคม คือการมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น 

3. ด้านจิตใจ คือการมีสมรรถภาพทางจิตดี มีสุขภาพจิตดี และมีคุณภาพจิตดี 

4. ด้านปัญญา คือการมีความรู้ความเข้าใจในเหตุผล เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้ 

สำหรับพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัยจึงเกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง และการรู้ความ ผิดชอบชั่วดี ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสู่ความดีงาม


การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

    การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น 

การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นในที่นี้ได้กำหนดเป็น 3 ประเด็นคือ 1) หลักการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น 2) วิธีการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น 3) ปัญหาและแนวการแก้ปัญหาการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น

    หลักการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น 

การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น มีหลักสำหรับการนำไม่สู่การปฏิบัติดังนี้ 

1. การตอบสนองความต้องการของเด็กวัยแรกเกิด-5 ปี ในแต่ละช่วงอายุอย่างเหมาะสม การได้รับการตอบสนองเมื่อต้องกระทำให้รู้สึกมีความสุข พึงพอใจ เป็นการสร้างอารมณ์ทางบวกให้เกิดขึ้น และรู้สึกดีต่อโลกโดยรอบ 

2. การเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กการแสดงออกทางอารมณ์ในลักษณะที่เหมาะสมและแสดงออกในทางบวกของผู้อบรมเลียงดูในสถานการณ์ต่างๆ จะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก และเป็นการสร้างอารมณ์ทางบวกให้เด็ก 

3. การแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ตอบโต้ปฏิกิริยาของเด็กทุกครั้งที่เด็กแสดงพฤติกรรม เพื่อให้เด็กได้รู้ถึงผลการกระทำจะสอนให้เด็กรับรู้ถึงอารมณ์พื้นฐานต่างๆ การแสดงออกทางอารมณ์และผลของการแสดงอารมณ์ของตนและผลที่เกิดกับผู้อื่น

4. การปฏิบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอคงเส้นคงวาต่อการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ของเด็ก จะทำให้เด็ก รับรู้และเข้าใจความหมายของอารมณ์และผลที่เกิดต่อตนเองและผู้อื่น 



การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ 

หลักการสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์มีหลัก ดังนี้ 

1. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์ และการควบคุมอารมณ์ของผู้อบรมเลี้ยงดูเด็ก ทั้งนี้เพราะเด็กจะสังเกตและจดจำแบบอย่างช่องคนที่ใกล้ชิดและนำไปแสดงในสถานการณ์ที่คล้ายกัน 

2. การสอนโดยตรงพร้อมกับการอธิบายเหตุผล เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์ทั้งทางบวกและทางลบควรสอนโดยตรงถึงข้อดีของการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและการควบคุมอารมณ์ 

3. การเสริมแรงทางบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์และลดการเสริมแรงหรือให้การเสริมแรงทางลบเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและไม่ควบคุมอารมณ์ 

4. การปฏิบัติโต้ตอบหรือสะท้อนการแสดงพฤติกรรมต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอคงที่ต่อพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุม



การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย 

การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมในเด็กปฐมวัย เป็นการให้เด็กรู้จักเรื่องความถูก ผิด ตามมาตรฐานของสังคม การปฏิบัติตนตามค่านิยมในเรื่องความดี มารยาท และสิ่งที่ควรปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันเพื่อความ สุข สำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาทางด้านจิตใจ

หลักการสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรม 

การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมมีหลักการสร้างเสริมเช่นเดียวกันกับการสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วย การเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม การสอนโดยตรง การให้การเสริมแรงทางบวก การสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ หลักดังกล่าวจะเป็นแนวทางในการสร้างเสริมพฤติกรรมให้สอดคล้องและเหมาะกับวัยของเด็ก และนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมต่อไป

แนวการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

 1) ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

2) วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์- จิตใจ



วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย 

    โดยทั่วไปการประเมินพัฒนาการเด็กปรมวัยจะประเมินโดยใช้วิธีการและเครื่องมือที่สัมพันธ์กันดังนี้คือ 1) การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่างๆ 2) การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด 3) การ สัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง 4) การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็ก โดยรวบรวมไว้ในแฟ้มสะสมงาน และ 5) การประเมินการเจริญเติบโตโดยใช้เครื่องมือวัดที่ตรง กับสิ่งที่จะวัด



 

 

 

 

 

 

 

***ค้นคว้าเพิ่มเติม***

 

พัฒนาการเด็ก อายุ 1-6 ปี ด้านสติปัญญา

กู๊ด ได้ให้ความหมายของสติปัญญาว่า หมายถึง ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถทางสมองในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถทางสมองในการรวบรวมประสบการณ์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งความสามารถทางสมองนี้สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางสติปัญญา

เฮอร์ลอค ได้ให้ความหมายของพัฒนาการไว้ว่า หมายถึง การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่มีลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง เน้นขบวนการการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ผสมผสานกัน

เพียเจท์ เชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญานั้นหมายถึง ความสามารถที่จะคิดค้นสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างมีเหตุผล

สุมนา พานิช กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญา หมายถึง ความสามารถในการจำ การรู้จักคิด การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา การที่เด็กจะมีความสามารถดังกล่าวได้ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาไปตามขั้นตอน เริ่มจากการรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือการจับต้อง การเห็น  การได้ยิน การรู้รส และการได้กลิ่น การกระตุ้นเข้าประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา

จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า พัฒนาการทางสติปัญญานั้นเป็นความหมายในการสะสมประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมโดยผ่านการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านต่างๆ สำหรับเด็กปฐมวัยพัฒนาการทางสติปัญญาจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและบุคคลรวมถึงประสบการณ์ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการคิด

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

1.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี

รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ ชอบฟังคำซ้ำๆ เสียงสูงๆต่ำๆ รู้ว่าคำต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้นๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ กล่าวคือพูดเกี่ยวกับการกระทำอยู่ เข้าใจคำพูดง่ายๆ พูดเป็นคำได้มากขึ้น ทักทายโดยใช้เสียงท่าทาง สนใจสำรวจสิ่งรอบตัว หัดขีดเขียนเส้นยุ่งๆได้ มีความสนใจกับของบางอย่างนาน 2-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ชอบฟังบทกลอน นิทาน เริ่มประโยคคำถาม อยากรู้อยากเห็น ขีดเขียนเส้นตรงเป็นแนวดิ่งได้ วางของซ้อนกันลงได้ 4-6 ชิ้น

2.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจค้นคว้าสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่างๆโดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น มีช่วงความสนใจกับบางอย่างได้นาน3-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ฟังบทกลอน นิทาน คำคล้องจอง รู้จักซักถามสิ่งที่สงสัยโดยใช้ประโยคคำถาม ว่า “อะไร”

3.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่างๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่างๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

4.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี

ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่างๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

5.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่ พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก

        การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่เพิ่มขึ้นอันมีผลมาจากการจัดกิจกรรมให้กับเด็กได้ลงมือกระทำและเกิดการเรียนรู้ เด็กจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆเข้ามารวบรวมและจัดเก็บพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัยนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากวุฒิภาวะของเด็ก ถ้าเด็กได้รับประสบการณ์อย่างกว้างกว่าเดิม จากการที่ได้อ่าน การฟัง การท่องเที่ยว การสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

การฝึกภาษา การเรียนรู้ทางภาษาเกิดจากการที่เด็กได้ฟังและมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อื่น โดยมีสิ่งเร้า เช่น ดูภาพ ฟังเพลง และดูภาพจากหนังสือนิทาน ประสบการณ์ทางภาษาโดยพูดคุยกับลูกตั้งแต่ลูกยังพูดไม่ได้ คิดว่าเป็นสิ่งเหลวไหล แต่ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งเพราะเมื่อเด็กได้ฟังเพลง ฟังนิทาน ฟังการพูดคุยกับพ่อแม่ เด็กจะมีความสนใจและรู้จักการรับฟัง การตอบคำถามของเด็ก เด็กจะมีพัฒนาการด้านภาษาที่ดี ผู้ใหญ่สามารถสอนสิ่งต่างๆให้เด็กเข้าใจการกระทำต่างๆตามเหตุผล เป็นการวางพื้นฐานของการใช้ภาษาและความคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กในด้านอื่นๆอย่างยิ่ง

ภาวะแวดล้อมและมีการปฏิสัมพันธ์ พ่อแม่และครูเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญแก่เด็ก ฉะนั้นพ่อแม่และครูจึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี หากครอบครัวที่มีสิ่งต่อไปนี้คือ

1.ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันอบอุ่นรักใคร่และพูดคุยกัน

2.พ่อแม่และลูกมีความสามัคคีปรองดองกัน เอื้ออาทรต่อกัน

3.พ่อแม่ยอมรับสภาพและความสามารถของลูกตลอดจนพ่อแม่มีสุขภาพกายและจิตที่ดี

4.พ่อแม่แสดงความรักความเข้าใจต่อลูก ซึ่งจะแสดงได้ทั้งกิริยา แววตา และคำพูด การโอบกอดสัมผัส ซึ่งทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการดำเนินไปด้วยดี

การเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ตลอดจนครูควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้

1.อาหาร นอกจากจะมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายแล้ว อาหารยังมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ถ้าเด็กขาดอาหารสมองจะไม่พัฒนา เด็กอายุ 2 ปี สมองจะโตเป็น 75%และเป็น 80 % และ 90% เมื่ออายุ 4 ปี และเมื่ออายุ 6 ปี ตามลำดับในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าเด็กได้รับสารอาหารไม่เหมาะสมหรือได้รับสารพิษ เช่น ตะกั่ว การเติบโตของสมองจะถูกกระทบกระเทือน เช่น ตัวเซลล์ไม่แบ่งตัว ไม่แตกแขนงและสร้างจุดเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์

2.การเล่น การเล่นนอกจากจะส่งเสริมการพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ดังที่กล่าวมาแล้ว การเล่นและการทำกิจกรรมต่างๆ ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาอีกด้วย การเล่นการทำกิจกรรมต่างๆ ช่วยให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยไม่มีใครสั่งสอนได้ เด็กได้เรียนรู้จากการสัมผัสสิ่งที่ตนเล่น ได้ทดลองผิดถูกครั้งแล้วครั้งเล่า จนสรุปได้ว่าเป็นพื้นฐานให้เกิดสติปัญญา

3.การฟังและการพูด การฟังเป็นกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ในช่วง 1-3 ขวบ แม้ว่าเด็กจะยังพูดไม่คล่องก็ตามแต่เด็กก็สามารถฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้ใหญ่พูดให้ฟัง แม้ว่าจะเข้าใจไม่หมด แต่นั่นเป็นการฝึกให้เด็กคิดตามในเรื่องที่ผู้ใหญ่พูด พ่อแม่ผู้ปกครองตลอดจนครูผู้ดูแลเด็ก จึงควรฝึกให้เด็กปฐมวัยนั่งนิ่ง และเงียบเป็นบางครั้งในแต่ละวัน และเริ่มด้วยการให้เด็กฟังเราพูดสักหนึ่งหรือสองนาทีในต่อครั้งที่พูด สังเกตว่าสายตาของเด็กอยู่ที่เรา แล้วถามเกี่ยวกับสิ่งที่พูดไปแล้ว เมื่อเด็กตอบ เราต้องชมเชย ให้กำลังใจและกอดเด็ก เพื่อแสดงความดีใจที่เด็กตอบคำถามได้เป็นการให้กำลังใจในความพยายามในครั้งต่อๆไป ในการฝึกฟังและพูด เป็นการช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญาของเด็กได้เป็นอย่างดีวิธีหนึ่ง



อ้างอิง

       มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2557. การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัย. สืบค้น เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568. จาก About https://www.stou.ac.th/offices/oes/upload

     พัฒนาการเด็กอายุ 1-6 ปี ด้านสติปัญญา.                          https://www.brainkiddy.com/article/46/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8-1-6-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย

ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย

การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการในการใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สามารถสังเกตได้ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะของพฤติกรรมทางกายที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 

 ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย

การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการช่วยให้เข้าใจลักษณะ พฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายตามวัยและความก้าวหน้าของพฤติกรรมในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ รวมตลอดถึงการช่วยให้มีข้อมูลที่จะรายงานและสื่อสารให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ



ความหมายและความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย 

ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับวัย รวมตลอดถึงการมีสุขนิสัยที่ดี 

ความสำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย         การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การพัฒนาให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งปรับปรุงการกระทำที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น การสร้าง เสริมพฤติกรรมด้านร่างกายจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายในการทำสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากเดิม ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายให้มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งช่วยเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป 

ขอบข่ายของการประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย    การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยควรครอบคลุมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ในการเคลื่อนไหวร่างกายบริเวณลำตัว แขน ขา การใช้กล้ามเนื้อเล็กบริเวณข้อมือ ฝ่ามือ นิ้วมือ รวมถึงการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายในการหยิบจับ สัมผัสสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เช่น การหยิบดินสอ การจับ แก้วน้ำ การขีดเขียนเส้นต่างๆ การต่อบล็อก การจับซ้อนส้อมตักอาหารเข้าปาก เป็นต้น และพฤติกรรมที่แสดงถึงการมีสุขนิสัยที่เด็กกระทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย ไม่ต้องมีคนคอยเตือน เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม การรับประทานอาหารได้หลายชนิด การรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ และเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

 

การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย

วิธีการ เครื่องมือ และตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองสามารถ ทำได้และครูผู้ดูแลเด็กใช้กันมาก 2 วิธี คือ

1. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม มี 2 แบบ คือ การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระบบ เป็นการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า และการสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูและสังเกตการเล่นของเด็กโดยไม่มีการจดบันทึก หรือการที่ครูและผู้ดูแลเด็ก สังเกตพฤติกรรมเด็กขณะเล่นหรือทำกิจกรรมประจำวัน โดยไม่ได้มีการกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตล่วงหน้า

เครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตมีหลายชนิด ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1.1 แบบบันทึกข้อมูล ใช้บันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กใน หลากหลายลักษณะในสภาพการณ์ที่เป็นธรรมชาติขณะเด็กเล่น และในการบันทึกข้อมูล ที่ได้จากการสังเกต มี 3 ส่วน คือ

1) การบันทึกพฤติกรรม เหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
2) การบันทึกความคิดเห็น การแปลความ และการสรุปพฤติกรรมของเด็กจากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
3) ข้อเสนอแนะในการช่วยเหลือ

1.2 แบบสังเกตพฤติกรรม เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่ช่วยให้ครูและผู้ดูแลเด็กเข้าใจพฤติกรรมด้าน การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยได้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยประหยัดเวลา และเอื้ออำนวยความสะดวกในการสังเกต ซึ่งแบบสังเกตพฤติกรรมมี 2 ลักษณะ คือ

1) แบบสังเกตพฤติกรรมแบบสำรวจรายการ (checklist) เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้สังเกตได้ข้อมูลว่าเด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้หรือไม่ หรือเด็กแสดงพฤติกรรมที่ผู้สังเกตคาดหวังไว้หรือไม่ อาทิ ทำได้-ทำไม่ได้ ปฏิบัติ-ไม่ปฏิบัติ มี-ไม่มี ปรากฏ-ไม่ปรากฏ 

2) แบบสังเกตพฤติกรรมแบบมาตรประมาณค่า (rating scale) เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมที่มีลักษณะคล้ายแบบสำรวจรายการ แตกต่างกันตรงที่แบบมาตรประมาณค่ามีระดับคุณภาพหรือความเข้มข้นของ พฤติกรรมที่สังเกต ซึ่งมีตั้งแต่ 3-5 ระดับ เช่น ทำได้ทุกครั้ง ทำได้บ้าง ทำไม่ได้ หรือ ทำได้มากที่สุด ทำได้มาก ทำได้ ปานกลาง ทำได้น้อย ทำได้น้อยที่สุด เป็นต้น 

2. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากการใช้แบบทดสอบอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า เด็กทุกคนมีความสามารถอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งไม่เหมาะกับเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการและความสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละคน เด็กที่ไม่ผ่านการทดสอบอาจทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องคิดว่า เด็กไม่ประสบความสำเร็จหรือ ไม่ผ่านขั้นตอนการพัฒนาของครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเด็กยังมีความสามารถอีกหลายอย่างที่แบบทดสอบไม่ได้วัดและประเมินอย่างครอบคลุม

แบบทดสอบเชิงปฏิบัติ ซึ่งมี 2 แบบ คือ

2.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (teacher-made) เป็นแบบทดสอบที่ครูและผู้ดูแลเด็กสร้างขึ้น หรือนำแบบทดสอบที่คนอื่นสร้างไว้มาใช้

2.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบทดสอบโดยเฉพาะ

 

การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย

ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความสามารถด้านกล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัยซึ่งใช้กันมากที่สุด 2 วิธี คือ

1. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็ก ปฐมวัย

การสังเกตพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กมีเครื่องมือหลายอย่างที่ครูและผู้ดูแลเด็กสามารถเลือกใช้ได้ ดังนี้ 

1.1 แบบบันทึกข้อมูล สำหรับให้ครูและผู้ดูแลเด็กใช้จดบันทึกพฤติกรรมเด็กที่ได้จากการสังเกต สามารถใช้แบบฟอร์มเดียวกับแบบบันทึกพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ทั้ง 3 แบบ 

1.2 แบบสังเกตพฤติกรรม ช่วยให้ครูและผู้ดูแลเด็กสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมด้านการใช้กล้าม เนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมือและตา และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัยได้ค่อนข้างละเอียด เหมาะสำหรับ ครูและผู้ดูแลเด็กที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการจดบันทึกแบบบรรยายพฤติกรรม

แบบสังเกตพฤติกรรมมี 2 ลักษณะ คือ

1) แบบสังเกตพฤติกรรมแบบสำรวจรายการ (checklist)

2) แบบสังเกตพฤติกรรมแบบมาตรประมาณค่า (rating scale)

 

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กตั้งแต่แรกเกิด-3 ปี

        เด็กในช่วงวัยทารกที่อยู่ในระยะแรกเกิด-1 ปี เป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในเรื่องของ ความปลอดภัย เพราะเด็กยังเล็กมากและช่วยตัวเองไม่ได้ นอกจากการอบรมเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของเด็ก ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ให้เด็ก ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับวัย ด้วยการให้เด็กได้เคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อใหญ่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2553พรใจ สารยศ 2548: 36-41กรมสุขภาพจิต 2556)

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย 3-6 ปี

        เด็กในช่วงวัยนี้สามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่เคลื่อนไหวร่างกายได้หลากหลายลักษณะอย่างคล่องแคล่ว เช่น การเดิน วิ่ง กระโดด ถีบจักรยาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เด็กวัยนี้ยังคงเรียนรู้จากการกระทำ การลองผิดลองถูกผ่าน กิจกรรมต่างๆ ที่ครูและผู้ดูแลเด็กจัดให้ ซึ่งมีทั้งกิจกรรมประจำวันและกิจวัตรประจำวัน การให้เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ควรเกิดจากความต้องการของเด็ก โดยไม่มีการบังคับฝืนใจ และด้วยวัยที่สามารถทำอะไรหลายอย่างได้ด้วยตนเอง เด็กจึงอยู่ในช่วงวัยของการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง และเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ทำให้บางครั้งไม่ยอมทำตามที่ผู้ใหญ่บอก โดยอ้างเหตุผลนานัปการ ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องใจเย็นใช้วิธีจูงใจ กระตุ้นเร้าให้เด็กสนใจที่จะทำด้วยการพูดจาหว่านล้อม ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างควรยอมรับให้อภัย ยินดีช่วยเหลือ เอาใจใส่ และเป็นที่พึ่งให้แก่เด็ก นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก โดยไม่เปรียบเทียบระหว่างเด็กแต่ละคนอันอาจส่งผลให้เด็กมีปมด้อยและปมเรื่องได้ จากความแตกต่างที่ปรากฏ ผู้ใหญ่ต้องคิดหาวิธีแปลกใหม่ที่จะช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน เด็กในช่วงวัย 3-6 ปี ใช้เวลาอยู่ กับครอบครัวและโรงเรียนหรือสถานพัฒนาเด็กพอๆ กัน แนวทางการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ที่ จะยกตัวอย่างต่อไปนี้ พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ สามารถปรับใช้ได้ (สำนักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2539: 9-15สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2552ก2552ขพรใจ สารยศ 2548: 36-41กรมสุขภาพจิต 2556) 

การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยแรกเกิด-3 ปี

         พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยพัฒนาช้ากว่ากล้ามเนื้อใหญ่โดย เฉพาะในระยะแรกเกิด การกำมือซึ่งเป็นปฏิกิริยาสะท้อนอันเนื่องมาจากการทำงานของประสาทอัตโนมัติมากกว่าการ ทำด้วยความตั้งใจ หรือมีจุดมุ่งหมายแต่ประการใด การช่วยให้เด็กฝึกใช้กล้ามเนื้อเล็กต้องทำด้วยความระมัดระวัง สังเกตเฝ้ามอง และเอาใจใส่ใกล้ชิดเพื่อกระตุ้นให้เด็กฝึกใช้มือกำ หยิบจับสิ่งของเครื่องใช้ที่มีขนาดเหมาะกับมือของ เด็ก รวมถึงการฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมกับวัย ในช่วงวัยนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น เป็นตัวแบบให้เด็กทำตามตัวอย่าง รวมทั้งการจัดหาของเล่นที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อกระตุ้นให้เด็ก ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ดังตัวอย่าง (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2539: 16-18สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา 2553)

การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี

          เด็กในช่วงวัยนี้ส่วนมากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งให้เข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กของหมู่บ้าน หรือโรงเรียนแล้ว ดังนั้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยนี้ จึงเป็นทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก ซึ่งอาจมีแนวทางในการสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมือนกัน หรืออาจ แตกต่างกันไปบ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจัดหาอุปกรณ์ สิ่งของที่มีอยู่ในบ้าน หรือให้เด็กฝึกทำกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่ง ของการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อฝึกการใช้ข้อมือ มือ และนิ้วมือ

***ค้นคว้าเพิ่มเติม***

แนวทางการจัดกิจกรรม ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กปฐมวัย

         พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็กปฐมวัย คือการเจริญเติบโตทางด้านต่าง ๆ ของร่างกาย และการพัฒนาทักษะทางกายภาพ ให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหว การรักษาความสมดุลของร่างกาย และการควบคุมการทรงตัวได้ดี รวมถึงช่วยประสานสัมพันธ์ของร่างกาย ให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างทะมัดทะแมงอีกด้วย ซึ่งการพัฒนาการทางร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

          1. การเจริญเติบโตของร่างกาย คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก และส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และระบบข้อต่อต่าง ๆ จะมีความแข็งแรงมากขึ้น

          2. การพัฒนาทักษะทางกายภาพ คือการพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็ก ๆ ที่สามารถควบคุมร่างกาย ให้ทำกิจกรรมที่ซับซ้อนและยากขึ้นได้อย่างคล่องแคล่ว โดยพัฒนาการของการเคลื่อนไหวต้องขึ้นอยู่กับ รูปร่างและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย

องค์ประกอบหลักในการทำงานของร่างกาย

          กล้ามเนื้อมัดใหญ่ คือกล้ามเนื้อบริเวณ แขน ขา ลำตัว รวมไปถึงความสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่สามารถทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น การวิ่ง การเดิน การทรงตัว การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาต่าง ๆ เป็นต้น

          กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือจนถึงปลายนิ้วมือ ทำหน้าที่ในการกด นวด ขยำ หยิบ จับ สิ่งของต่าง ๆ เช่น การจับดินสอ การปั้น การเล่นเปียโน การดีดกีต้าร์ และกล้ามเนื้อบริเวณตาใช้ในการกลอกตาไปมา ช่วยให้ลูกตาเคลื่อนที่เห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อีกด้วยค่ะ

          การประสานงานของระบบประสาทกับกล้ามเนื้อในการทำงาน คือระบบประสาทส่วนกลางทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว และกล้ามเนื้อการหายใจ ทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสัมพันธ์กัน เช่น การวาดภาพ การระบายสี การฝึกเขียน การล้างหน้าแปรงฟัน การผูกเชือกรองเท้า การยิงประตูฟุตบอล เป็นต้น

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย

          ผู้ปกครองและคุณครูสามารถส่งเสริมและพัฒนากล้ามเนื้อ โดยหากิจกรรมเล่นกับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทรงตัว การเดิน การวิ่ง การกระโดด การคลาน การนอน การเอียงตัว ฯลฯ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างการประสานงานของ ระบบประสาทส่วนกลางกับกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มือ เท้า ตา เคลื่อนไหว สัมพันธ์กันค่ะ ซึ่งการทำกิจกรรมไม่จำเป็นต้องทำที่บ้านเท่านั้น แต่ผู้ปกครองอาจจะพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมวันหยุด นอกบ้านได้ค่ะ เพราะการเรียนรู้นอกบ้านเปรียบเสมือนห้องเรียนที่กว้างใหญ่ ให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว มากมาย จะช่วยให้เด็กรู้จักการสังเกต การปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และยังสร้างความทรงจำดี ๆ ได้อีกด้วยค่ะ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ สามารถแบ่งเป็น

กิจกรรมการเล่น

          กิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น กิจกรรมเล่นปีนป่าย กิจกรรมวิ่งเล่นในสนาม กิจกรรมการเล่นว่าว กิจกรรมการเดินทรงตัวบนเส้นตรง กิจกรรมการเล่นต่อบล็อค

          - การเล่นบทบาทสมมติ (Role Playing) กิจกรรมสร้างสรรค์ สำหรับ เด็กปฐมวัย

          - เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับเด็ก ๆ ด้วย กิจกรรมนักสำรวจรูปเรขาคณิต

          - ส่งเสริมทักษะการทรงตัวสำหรับเด็กปฐมวัย ด้วยกิจกรรมการยืนขาเดียวเก็บถุงทราย

กิจกรรมออกกำลังกายสำหรับเด็ก

          กิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ที่เล่นได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม รวมถึงกิจกรรม การเล่นกีฬา เช่น การปั่นจักรยาน การเล่นฮูลาฮูป การวิ่งแข่ง การเล่นปิงปอง การเล่นแบดมินตัน กิจกรรมการโยนรับลูกบอล กิจกรรมโยนบอลเข้าตะกร้า

          - กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 1 เตรียมตัวลูกก่อนไปว่ายน้ำ

          - กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 2 สอนลูกว่ายน้ำด้วยทักษะพื้นฐาน

          - โยคะเด็ก กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพเด็กปฐมวัย

          - 6 ท่าออกกำลังกายที่พาลูกทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

          - ICE BALL เกมทุบน้ำแข็ง กิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย

          - วิ่งแข่งเก็บบอลสี กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ สำหรับเด็กปฐมวัย

          - มินิกอล์ฟ กิจกรรมส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่

กิจกรรมการสร้างสรรค์สำหรับเด็ก

         กิจกรรมศิลปะและกิจกรรมการสร้างสรรค์

          กิจกรรมที่ส่งเสริมการแสดงออกทางความคิด ที่เด็กได้สำรวจและจัดทำกับวัตถุโดยตรง เด็กสามารถออกแบบ ตกแต่ง กับชิ้นงานได้อย่างอิสระ

          - ฉีก ตัด ปะ กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ สำหรับเด็กปฐมวัย

          - การฉีก ตัด ปะ กิจกรรมศิลปะที่ส่งเสริมพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์

          - ประโยชน์ของการเล่นทราย และ วิธีทำทรายมหัศจรรย์ ด้วยตัวเองง่าย ๆ

          - กิจกรรมศิลปะการปั้นดินญี่ปุ่น สำหรับเด็กปฐมวัย

          - สวนสัตว์แป้งโด

          - โมบายกระดาษ กิจกรรมงานประดิษฐ์สำหรับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมการเข้าจังหวะ

          กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะเสียงเพลง เสียงดนตรี โดยมีอารมณ์และความรู้สึกร่วมกับการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ด้วย เช่น กิจกรรมเต้นแอโรบิค กิจกรรมเก้าอี้ดนตรี กิจกรรมเล่นงูกินหาง กิจกรรมมอญซ่อนผ้า และกิจกรรมการเต้นประกอบเพลงต่าง ๆ เป็นต้น

          แนวทางจัดกิจกรรมพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กปฐมวัย ที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ ให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (พัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา) อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ผู้ปกครองและคุณครูควรปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมอย่างอิสระ เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีความสุข อย่างน้อยวันละ 40-50 นาที ควรเน้นกิจกรรมที่ใช้การทำงานระหว่างมือ เท้า และตา ให้สัมพันธ์กันเป็นส่วนมากนะคะ และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแดด ที่มีระยะเวลาการเล่นนาน ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเล่นแบบปะทะกัน เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย เพราะกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และข้อต่อของเด็ก ๆ เติบโตยังไม่เต็มที่ 

 

 

 

    อ้างอิง 

         อรุณี หรดาล. (ม.ป.ป.). การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็ก                        ปฐมวัย. คณะครุศาสตร์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

          กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. 

                     กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

          Tungoh. (2562). แนวทางการจัดกิจกรรม ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็ก                        ปฐมวัย. เข้าถึงได้จาก : 

                     https://www.youngciety.com/article/journal/body-    development.html.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น